-->

เทคนิคจัดร้านเสื้อผ้าที่คุณต้องรู้

อาชีพ Visual Merchandiser หรือ VM คงเป็น 1 อาชีพในใจของเหล่าแฟชั่นนิสต้าหลายคน   1 ในหน้าที่ของอาชีพนี้ก็คือ การจัดร้านและจัดวางสินค้า ทุกๆคนล้วนคุ้นเคยกับร้านที่มีการจัดวางสิ่งของและตกแต่งอย่างสวยงามใช่มั้ยคะ แม้จะมีวิธีและสไตล์มากมายในการออกแบบร้าน แต่เราก็ต้องรู้ว่าการออกแบบแบบไหนจะเป็นเทคนิคที่ดีเพื่อดึงดูดลูกค้าให้เข้าร้านและซื้อสินค้าจากเรา วันนี้ BangkokFA จะมาเผยเทคนิคในจัดร้านเสื้อผ้าที่VMเก่งๆเขาทำกันค่ะ

ขอเกริ่นก่อนสักนิดว่า การออกแบบร้านเสื้อผ้าที่จะช่วยให้เหล่าผู้ประกอบการประสบความสำเร็จในยุคดิจิตอลนั้น ต้องอาศัยการเล่าเรื่องราวของแบรนด์ผ่านการออกแบบ ไปจนถึงการที่ลูกค้าสามารถดื่มด่ำกับประสบการณ์พิเศษในการช็อปปิ้ง และเพื่อที่จะรวมสิ่งเหล่านี้เข้าด้วยกันอย่างลงตัว เราจำเป็นต้องอาศัยวินโดว์ดิสเพลย์ที่เป็นจุดสนใจและเป็นเอกลักษณ์ รวมถึงรายละเอียดเล็กๆน้อยๆและความเข้าถึงง่ายของสินค้านี่แหละ ถือเป็นสิ่งสำคัญ

ในบทความนี้ เราจะพูดถึงเทคนิคเบสิคง่ายๆในการตกแต่งร้าน ที่สามารถเรียกลูกค้าเข้าร้านพร้อมโน้มน้าวพวกเขาให้ซื้อสินค้ามากกว่า1อย่าง และตัดสินใจชำระสินค้าได้ทันที การดีไซน์ร้านอย่างชาญฉลาดนั้นจะเป็นตัวบ่งบอกว่าลูกค้าจะซื้อสินค้าของเราหรือไม่

ทางเข้าร้าน

พื้นที่ทางเข้าร้าน นับเป็นพื้นที่แรกลูกค้าจะได้รับประสบการณ์จากร้าน เป็นจุดเปลี่ยนระหว่างโลกข้างนอกกับภายในร้าน เพราะฉะนั้น ควรสร้างพื้นที่ว่างกว้างประมาณ 5 – 15 ฟุต (ขึ้นอยู่กับขนาดร้าน) ลูกค้าจะตัดสินใจว่าร้านนี้ดูแพงหรือไม่ จากการจัดแสง การตกแต่งและสี ผ่านการยืนบนจุดนี้ นอกจากนี้เพื่อความสะดวกรวดเร็ว เราควรวางตะกร้าสินค้าไว้บริเวณนี้ด้วย

สร้างความประทับใจทางด้านขวา

ผลสำรวจในอเมริกาเหนือนั้น ร้อยละ 90 ของลูกค้าที่เพิ่งเข้ามาในร้าน มักจะเดินไปทางขวาเสมอ การตกแต่งกำแพงด้านขวาให้สวยงาม มีเสื้อผ้าที่สะดุดตา จึงเป็นสิ่งสำคัญมากที่จะสร้าง first impression ให้ลูกค้า

การครีเอททางเดินขึ้นมา

นี่ก็ขึ้นอยู่กับร้านนะคะ ว่ามีพื้นที่เท่าไหร่ อย่างที่เราบอกไปก่อนหน้านี้ว่าลูกค้าชอบเดินไปด้านขวาก่อนเสมอ งานต่อไปของเราก็คือ สร้างทางเดินให้พวกเขาสามารถเดินต่อได้รอบๆร้านแล้วเห็นสินค้าให้ได้มากที่สุด การจัดทางเดินที่ดีนอกจากจะเพิ่มโอกาสที่ลูกค้าจะซื้อสินค้าแล้ว ยังทำให้ร้านไม่แออัดอีกด้วย โดยร้านส่วนมากมักจัดทางเดินจากขวาไปทางด้านหลังจากนั้นค่อยวกมาทางด้านหน้าอีกครั้ง หรือบางร้านก็มีวิธีที่ง่ายกว่านั้น โดยการทำสีพื้นทางเดินให้แตกต่างจากพื้นปกติของร้าน ลูกค้าก็จะเดินตามทางเดินนั้นเองโดยอัตโนมัติ ตรงกับคำพูดที่ว่า “Where the eyes go, the feet will follow.”

ระหว่างทางก็ให้แวะสักหน่อย

เราคงไม่อยากให้ลูกค้าเดินตามทางเดินที่เราจัดโดยผ่านสินค้าอื่นๆไปอย่างรวดเร็วโดยไม่ได้แวะดูเลยใช่มั้ยล่ะ เราลองหาอะไรที่ทำให้เป็นจุดสนใจเพื่อที่พวกเขาจะหยุดดูหรือเดินช้าลง เช่น การจัดดิสเพลย์หุ่นที่แต่งตัวตามซีซั่นหรือเทศกาลในร้าน(เช่น ช่วงตรุษจีน ให้หุ่นใส่ชุดสีแดงหรือมีลวดลายจีน) หรือป้ายโฆษณาที่น่าดึงดูด เป็นต้น เพื่อให้ลูกค้าหยุดดู และเดินหาสินค้านั้นหรือมองสินค้าระแวกนั้นด้วย นอกจากนี้ การกรุ๊ปปิ้ง(Grouping)สินค้าประเภทหรือมีStoryเดียวกันให้อยู่ระแวกเดียวกัน จะเพิ่มโอกาสให้ลูกค้าซื้อของเพิ่ม เพื่อให้ได้ของMatchกัน เช่น เสื้อกับกางเกงที่ใช้ผ้าและสีเดียวกัน หรือ กระเป๋าหลายๆแบบแต่คอลเลคชั่นเดียวกัน เป็นต้น การจัดวางสินค้าขายดีให้อยู่ในระดับสายตาและมีตำแหน่งที่ดี เข้าถึงง่าย จะทำให้คนสนใจอยากซื้อมาก สินค้าจะขายหมดเร็ว และเมื่อลูกค้าได้ของที่ถูกใจกลับบ้านแล้ว ก็จะกลับมาซื้ออีก

 ให้แน่ใจว่าลูกค้าสะดวกสบาย

ข้อควรระวัง คือ หลีกเลี่ยงไม่ให้ลูกค้าโดนตัวกัน เสียดสีกัน ระหว่างเลือกของ เช่น ร้านที่แคบหรือจัดวางของไม่ดีจนลูกค้าที่เดินอยู่ไปเสียดสีกับลูกค้าที่เลือกสินค้า ทำให้ลูกค้าเสียอารมณ์และไม่เลือกซื้อสินค้า(เราเรียกเหตุการณ์นี้ว่า Butt-Brush Effect) ควรจัดร้านให้มีพื้นที่ว่างเพียงพอ เพื่อให้ลูกค้าเลือกสินค้าอย่างสะดวกสบาย นอกจากนี้ควรมาที่นั่งไว้สำหรับนั่งรอ เพื่อให้ลูกค้าใช้เวลาในร้านได้มากขึ้นโดยไม่ถูกคนที่มาด้วยเร่ง

และสุดท้าย ตอนจ่ายเงิน

อันนี้ก็ขึ้นอยู่กับว่าคุณดีไซน์ร้านอย่างไร ขนาดร้านเท่าไหร่นะถะ คุณต้องสามารถตัดสินใจได้ว่า จุดชำระสินค้าควรตั้งอยู่ที่ใด และง่ายต่อการที่ลูกค้าสามารถคาดเดาได้หรือไม่ ในกรณีที่ไม่มีพนักงานให้สอบถาม เช่น อย่างที่เราทราบก่อนหน้านี้ โดยธรรมชาติ ลูกค้ามักจะเดินไปทางขวาก่อนเสมอเมื่อเข้ามาในร้าน และคุณได้จัดทางเดินเพื่อจูงใจให้ลูกค้าเดินต่อรอบๆร้าน คุณก็ควรตั้งจุดชำระสินค้าไว้ที่ด้านซ้ายตรงทางเข้า เป็นต้น

เคล็ดลับในการออกแบบชุดชำระสินค้า

  • เคาท์เตอร์ควรกว้างพอที่ลูกค้าสามารถวางสัมภาระของตนและหยิบกระเป๋าสตางค์ได้
  • ครีเอทกำแพงด้านหลังเคาท์เตอร์ให้น่าสนใจ
  • นำสินค้าบางอย่างมาวางใกล้ๆเคาท์เตอร์ เพื่อจูงใจให้ลูกค้าตัดสินใจซื้อเพิ่มในวินาทีสุดท้าย สินค้านั้นควรเป็นสินค้าที่ราคาไม่สูง และเป็นสินค้าที่ใช้ในชีวิตประจำวันบ่อยๆ เช่น เคสโทรศัพท์มือถือ, กระเป๋าใส่เหรียญ หรือ ยางมัดผม เป็นต้น
  • สุภาพกับลูกค้าระหว่างที่ชำระสินค้า เช่น ถามอย่างสุภาพว่า “ลูกค้าได้สินค้าที่ต้องการ(หรือกำลังมองหาอยู่)ครบหรือไม่คะ?” และ การทอนเงินก็ควรมีความพิถีพิถันและรอบคอบ เช่น หาถาดสวยๆมาไว้สำหรับวางเงินทอน เป็นต้น

 

คุณสามารถเปลี่ยนรูปแบบของร้านได้เรื่อยๆ อาจจะเพิ่มหรือลดอะไรก็ได้ตามความเหมาะสม เพื่อเพิ่มประสบการณ์ในการช็อปปิ้งให้กับลูกค้า หากคุณไม่แน่ใจ ก็ให้ลองเดินในร้านด้วยตัวเองหรือให้เพื่อนลองเดินและคอมเม้นท์ ก็จะทำให้พบจุดบกพร่องได้ และอย่างสุดท้าย ให้หมั่นสังเกตลูกค้าเสมอว่าชอบหรือไม่ชอบอะไร เวลาเดินซื้อของ เดินจากทางไหนไปทางไหน แล้วนำมาปรับปรุงให้ได้ร้านอย่างที่คุณและลูกค้าต้องการ

สอบถามข้อมูลหรือปรึกษาปรึกษาคอร์สเรียนวิชาFashion Merchandising Certificate

โทร 0862566777, 0862533777

Website : www.bangkokfa.com

Facebook : www.facebook.com/bangkokfa

Instagram : @bangkokfa

BangkokFA เปิดทุกวันตั้งแต่เวลา 9.00 น. – 19.00 น. ไม่เว้นวันหยุดนักขัตฤกษ์

แหล่งที่มา : https://www.shopify.com/retail/120057795-how-to-create-retail-store-interiors-that-get-people-to-purchase-your-products

Share This

About The Author

bangkokfa