-->

เหล่าสาวกแฟชั่น คงไม่มีใครไม่รู้จักแบรนด์ดังตลอดกาลอย่าง ดิออร์ ที่ก่อตั้งโดย คริสเตียน ดิออร์ ในช่วงปลายปี40’s แม้ คริสเตียนจะล่วงลับไปแล้ว แต่ผลงานและชื่อเสียงของเขาก็ยังคงเป็นที่จดจำ จนต้องจารึกไว้ในประวัติศาสตร์ในฐานะบุคคลสำคัญผู้เปลี่ยนโลกแฟชั่นกันเลยทีเดียว เขาเป็นผู้ริเริ่มให้เหล่าสตรียุโรปกลับมาแต่งตัวสวยอีกครั้งหลังจากความปวดร้าวและความเบื่อหน่ายจากสงครามโลกครั้งที่สอง  แต่จะกว่าจะมาถึงจุดๆนี้ เขาได้ผ่านอะไรมาบ้าง เราไปดูประวัติของเขากันค่ะ

คริสเตียน ดิออร์

 Christian Dior

คริสเตียน เกิดเมื่อวันที่ 21 มกราคม ค.ศ.1905 ที่เมืองกรองวิลล์ ทางภาคตะวันตกเฉียงเหนือของฝรังเศส เขาเป็นลูกคนที่ 2ในบรรดาลูกๆ 5 คนของ เมเดอลีน และ มอริส ดีออร์ คริสเตียนเป็นเด็กเรียบร้อย ละเอียดอ่อน ชอบช่วยแม่ออกแบบจัดแต่งบ้านและสวน พออายุเข้า 5 ขวบ ครอบครัวของเขาได้ย้ายไปอยู่ปารีส และสิ่งที่อยู่ในความสนใจของเขาคือ บัลเลต์ และงานแสดงภาพเขียนจิตรกรรม ช่วงวันหยุดของครอบครัว พวกเขาจะกลับไปบ้านเกิด เด็กๆจะมีส่วนร่วมในการเตรียมงานเทศกาลประจำปีท้องถิ่น และคริสเตียนก็เป็นที่รู้จักในฐานะที่ออกแบบเสื้อผ้าให้พี่ๆน้องๆ และบ้านที่กรองวิลก็กลายเป็นที่หลบภัยในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 1 เมื่อหลังสิ้นสงครามจึงย้ายกลับไปปารีส ในช่วงวัยรุ่น คริสเตียนคลั่งไคล้กับชีวิตในแวดวงผู้เชี่ยวชาญทางศิลปะมาก พ่อแม่ของเขาไม่รู้ว่าเขามักจะเข้าไปในแกลอรี่หรือไม่ก็บาร์และพบปะกับบรรดาจิตรกรหรือนักเขียน อย่างปิกัสโซ่

 

บ้านสมัยเด็กของคริสเตียน ดิออร์ ที่เมืองกรองวิลล์ ซึ่งปัจจุบันถูกทำเป็นพิพิธภัณฑ์ของคริสเตียน ดิออร์

ต่อมาด้วยความที่พ่อแม่อยากให้เป็นนักการฑูต คริสเตียนจึงต้องเข้าเรียนต่อโรงเรียนรัฐศาสตร์ Des Sciences Politiques แต่ว่าแม้จะเรียนไป 4 ปีแล้วเขาก็ยังเรียนไม่จบ และไม่มีวี่แววว่าจะประสบความสำเร็จในเส้นทางนี้ พ่อแม่จึงเลิกหวัง ในช่วงปี 1927 ไปเป็นทหารช่างอยู่ปีหนึ่ง เมื่อกลับมาปารีส เขาตัดสินใจเปิดห้องแสดงภาพเขียนที่ต้องมีเงินทุนมาทำ เขาขอให้พ่อกับแม่สนับสนุนให้เขาเปิดแกลอรี่เล็กๆสำหรับขายงานของศิลปินต่างๆในปารีส แต่พ่อแม่ของเขามีเงื่อนไขว่าห้ามนำชื่อ “ดิออร์” มาเกี่ยวข้องกับธุรกิจนี้ เพราะครอบครัวเขายังยึดติดกับค่านิยมที่รับไม่ได้กับอาชีพพ่อค้า กิจการแกลอรี่เป็นไปอยากราบรื่น จนกระทั้งเขาต้องสูญเสียแม่ และพ่อต้องล้มละลายจากตลาดหุ้น คริสเตียนได้ตัดสินใจหนีความทุกข์ด้วยการออกท่องเที่ยวไปสหภาพโซเวียตกับกลุ่มสถาปนิก แต่โชคร้ายที่แกลอรี่ของเขาต้องปิดตัวลง เขาไม่ต่างจากคนไรบ้าน ต้องพึ่งพาเพื่อนฝูงทั้งด้านที่อยู่อาศัยและอาหาร ความทุกข์ที่ถาโถมเข้ามาทำให้เขาป่วยเป็นวัณโรค เพื่อนๆจึงเข้ามาช่วยเหลือด้วยการให้เขาไปพักฟื้นที่เมืองพิเรนนิส ซึ่งที่นี่เองทำให้เขาเกิดประกายความคิดและสนใจทางด้านสิ่งทอและออกแบบ หลังจากพักรักษาตัวเขากลับมาปารีส เขาเริ่มทำงานเป็นดีไซเนอร์และพักอาศัยอยู่กับ Jacques Ozenne ผู้เป็นนักวาดภาพประกอบและสอนให้คริสตียนวาดรูปออกแบบอย่างไรให้สมบูรณ์แบบ

เขาออกแบบหมวกและเสื้อผ้าให้โอต์ กูตู เฮาสท์ (Haute Couture Houses) งานออกแบบของเขาเป็นที่นิยมและขายดีมาก เขายังมีเงินพอที่จะส่งให้พ่อกับน้องด้วย ใน 3 ปีต่อมา ผลงานของเขาไปเข้าตา โรเบิร์ต ปิเกต์ ดีไซเนอร์ชื่อดังในสมัยนั้น จึงได้มาทำงานร่วมกันในปี 1938 ในวัย 33 ปี ทำให้เขาเป็นที่รู้จักมากขึ้นเพราะผลงานที่โดยเด่นกว่าใคร พอหลังสงครามโลกครั้งที่สองก็ได้มีโอกาสไปทำงานในบริษัท ลูเซียง เลอล็ง แม้ว่าเขาจะอยากมีกิจการเป็นของตัวเองมากกว่า เขาจึงไปปรึกษานักโหราศาสตร์ที่เขาเชื่อถือ และได้รับคำตอบว่าอีกไม่นานเกินรอ คริสเตียนเป็นคนที่เชื่อเรื่องดวงและโชคลาภมาก ว่ากันว่าเขาต้องดูดวงทุกครั้งก่อนโชว์เดินแบบ ต่อมาเขาได้เป็นผู้บริหารในบริษัทBoussac และได้เงินทุนทำ New Look ที่ทำให้สะเทือนไปทั้งวงการแฟชั่น และสร้างรากฐานกิจการและชื่อเสียงให้เขาได้อย่างมั่นคง

นิวลุค

New Look

ในปี ค.ศ. 1947 เขาได้เปิดตัวแฟชั่นแนวใหม่นามว่า “นิวลุก” ซึ่งได้รับความนิยมอย่างมาก นั่นคือ เสื้อแบบไหล่แคบและกระโปรงยาว ซึ่งมาแทนที่เสื้อแบบไหล่กว้างและกระโปรงสั้นทรงตรงในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 เสื้อผ้าแบบนิวลุกได้ปฏิวัติวงการแฟชั่นสตรี และทำให้ปารีสกลายเป็นศูนย์กลางของโลกแฟชั่น

เสื้อผ้าสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2

แนวความคิดในครั้งนี้ได้นำออกมาเป็นคอลเลคชั่นซึ่งจะเน้นไปถึงการออกแบบเสื้อผ้าที่หรูหราฟู่ฟ่ากับกระโปรงฟูบานที่จะทำให้ผู้หญิงรู้สึกสดชื่นเหมือนดอกไม้ ได้รับอิทธิพลเอเชีย อย่างประเทศญี่ปุ่น ทำให้New Lookมีกลิ่นอายโอเรนทอล(สังเกตได้จากหมวก) ผลงานชุดนี้ของเข้านั้นได้สร้างชื่อให้แก่เขา จนเขาได้รับ ขนานนามว่า “Style Dictator”

ดิออร์ ยุคสุดท้าย ดิออร์ ผลิตผลงานใหม่ๆ ออกสู่ตลาดแฟชั่นสูงอยู่ไม่ขาด การออกแบบของเขา เน้นฝีมือการตัดเย็บ อย่างประณีต และให้ความสำคัญ กับสิ่งที่ละเอียดอ่อน ผลงานการออกแบบของเขาชุดต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น  New Look , Oval Line , Open Tulip , Long Line ,Tulip Line,  หรือ A Line , H Line ล้วนแต่เน้นความละเอียดอ่อนในการตัดเย็บ ฤดูใบไม้ร่วงปี ค.ศ. 1957 ดิออร์ ผลิตผลงานชุด Fuseau Collection หรือเรียกว่าชุด Spindle ที่เป็นผลงานชิ้นสุดท้ายที่ดิออร์ทิ้งไว้กับโลกแฟชั่น ดิออร์เสียชีวิตด้วยโรคหัวใจ ขณะนั้นเขามีอายุได้ 50 กว่าเท่านั้นขณะที่ดิออร์เสียชีวิตนั้น สถานะทางธุรกิจของเขาได้รับการก่อตั้งจนมั่นคงแล้ว การตายของดิออร์เพียงแต่ทำให้เกิดความสับสนอลหม่าน ในช่วงแรกๆ เล็กน้อย เท่านั้น ไม่ได้สะเทือนฐานะของบริษัทเลย

ฟูโซ คอลเลคชั่น (Fuseau Collection)ผลงานสุดท้ายของคริสเตียน ดิออร์

กว่าเขาจะมาถึงในจุดนี้ได้ เขาต้องฝ่าฟันกับอุปสรรคมาหลายอย่าง เห็นมั้ยคะว่า จะประสบความสำร็จ ไม่ใช่เรื่องง่ายๆเลย ล้วนต้องผ่านความอดทนและเชื่อมั่นในตัวเองทั้งนั้น แม้คริสเตียนจะเพิ่งมาเปลี่ยนสายอาชีพ มาทำงานแฟชั่นเมื่ออายุ 33 แต่เขาก็ทำได้ดีเยี่ยมและเป็นการบ่งบอกว่า ไม่มีอะไรที่สายเกินแก้ ถ้าเจอสิ่งที่ชอบ จงกล้าที่จะเปลี่ยนและถ้าเรามีฝัน ก็อย่าใครมาทำลายฝันของคุณได้

นี่เป็นเพียงเรื่องเกี่ยวกับคริสเตียนคนดังของเราเพียงส่วนเดียวเท่านั้น ใครอยากรู้เรื่องคริสเตียน ดิออร์หรือดีไซเนอร์ดังๆคนอื่นต่อ สามารถมาศึกษาต่อกับเราได้ที่ BangkokFA พิเศษ!!! 31มี.ค. – 10 เม.ย.60 มีโปรโมชั่นพิเศษ ลงเรียนอะไรก็ได้ เราแถมคอร์สเรียน Great Designers เพื่อให้เหล่าแฟชั่นนิสต้าได้ศึกษาเหล่าดีไซเนอร์ระดับโลกกันแบบฟรีๆ

 

สอบถามข้อมูลหรือปรึกษาปรึกษาธุรกิจแฟชั่นหรือคอร์สเรียนวิชาตัดเย็บชุดชั้นใน

โทร 0862566777, 0862533777

Website : www.bangkokfa.com

Facebook : www.facebook.com/bangkokfa

Instagram : @bangkokfa

BangkokFA เปิดทุกวันตั้งแต่เวลา 9.00 น. – 19.00 น. ไม่เว้นวันหยุดนักขัตฤกษ์

 

แหล่งที่มา :

http://diorforyou.blogspot.com/2015/08/christian-dior.html

http://www.sasabags.com/

Share This

About The Author

bangkokfa